การณ์บางอย่างก็มาถึงโดยความไม่คิดไม่ฝัน และเหนือวิสัยที่จะรับรู้ว่ามาได้อย่างไร?
เด็กๆ วัดมหาธาตุ คณะ 5 และหนังสือธรรมะที่อยู่ในบ้าน
(ไม่ยอมนั่งสมาธิอีกเลยเพราะกลัวการเห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น เจอภาวะที่ไม่อยากเจอ และไม่รู้ว่าจะรับมือยังไง)
ม.ต้น สนใจแต่เรื่องทางโลก หมายถึง เรื่องวิชาการและความมัวเมาแบบเด็กๆ แต่มีโอกาสดีบ้างตรงได้รับเสด็จพระราชาผู้ยิ่งใหญ่
ม.ปลาย สนใจแต่อรรถ และพยัญชนะ ดีว่ามีคนดึงให้ฝึกจิตบ้าง ... แต่ก็ดื้อ
(ขอบคุณที่สุดกับความเป็นกัลยาณมิตรให้แก่คนที่ชอบอยู่ท่ามกลางคนโฉด จนทำให้ต้องทำอะไรผิดๆ หลายครั้งโดยอ้างว่า "ช่วยเหลือ" จริงๆ คือความไม่หนักแน่นในธรรมและมันคือผลร้ายของการยอมไปตามกระแสโลก)
ปี 1 ไปยุวพุทธ ศูนย์ 1 ปฏิบัติธรรมตามหลักสูตรที่เลือกด้วยตนเอง ทำเต็มที่ ไม่ได้ไขว่คว้าอีก
ปี 2-3 แทบจะห่างหายจากสิ่งที่เรียกว่าการปฏิบัติ เรียกได้ว่าใช้ชีวิตมัวเมา
ปี 4 สนใจแต่เรื่องการพัฒนาสังคม และกังขากับการทิ้งโลกไปบวช นั่นคือทาง?
(เราศีลไม่เสมอกันตรงที่อีกคนแสนดี อีกคนผิดนั่นผิดนี่ตลอด...แถมยังมืดบอดและเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ เค้าก็ทำกัน...อย่างไรก็ตาม เป็นความโชคดีอย่างที่สุด และเราเชื่อจริงๆ ว่ามีผู้คุ้มครองให้แคล้วคลาดจากอันตรายเสมอ)
ป.โท แทบไม่ได้สนใจอะไร แค่เข้าวัดบ้างบางที แต่ก็ได้มาเพียงความขัดแย้ง สับสน กลับสู่ช่วงที่อัดความรู้เชิงวิชาการใหม่ๆ
เริ่มทำงานปีแรก วัดมหาธาตุ คณะ 5 ลอยมาอีกครั้ง เรียกได้ว่าเริ่มโหยหาสิ่งเหล่านี้ในฐานะเครื่องมือขจัดความทุกข์ และผลักดันตัวเองให้พ้นจากหล่มกรรมที่มีมากมาย ใช่...อยากหนีไปจากชีวิตที่ไม่มีอะไรดี เต็มไปด้วยความผิดหวังและความยากลำบาก
ทำงานอิสระอยู่สักพัก และกลับไปทำ NGO อีกครั้ง แต่ใจยังอยากไปปฏิบัติธรรมตลอดเวลาแต่ไม่มีโอกาส เพราะคนน้อย ไม่สามารถลาได้ยาวๆ จุดนี้ มีโอกาสอันดีที่ได้อ่านหนังสือธรรมะดีๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้อ่านพระไตรปิฎกฉบับแปล และหนังสืออื่นๆ ที่อ.ได้มา แต่ไม่ได้รู้สึกอยากอ่าน ยกให้กุ๊กอ่าน เริ่มตั้งความปรารถนาว่าอยากมีเวลาปฏิบัติธรรม
ทำงานที่ใหม่ เริ่มที่วัดมหาธาตุ คณะ 5 อีกครั้ง แต่ยาวขึ้น 1 ปี เข้าปีที่สอง รู้สึกว่ายังไม่เพียงพอ และเอาเข้าจริงยังเป็นช่วงแสวงหาสิ่งที่ตรงกับคำสอนในพระไตรปิฎก อะไรคือการปฏิบัติตามมหาสติปัฎฐานสูตรที่แท้จริง?
เริ่มไปที่วัดปัญญานันทาราม เพราะพ่อไปช่วยงานที่นั่น ปฏิบัติอยู่ประมาณ 2 ปี
- ปีแรกหวั่นๆ เพราะต้องอยู่กุฎิที่ไม่น่ากลัวตอนกลางวัน แต่น่ากลัวมากกกก ตอนกลางคืน
- ปีที่สองมีน้องไปด้วย และเริ่มรู้สึกว่าอืม...ก็คงทำไปเรื่อยๆ มั้ง แต่สั้นไป อยากไปอยู่ยาวๆ
เริ่มไปที่วัดผาณิตาราม ตามคำชักชวนของพีที่ออฟฟิศ ปฏิบัติที่นั่นประมาณ 2 ปี
- ปีแรก สารพัดอารมณ์ประดังประเด
- ปีที่สอง เริ่มต้องเจอการปะทะกับอะไรบางอย่าง ที่นี่ได้คำตอบดีๆ มากมายจากพระอาจารย์-อาจารย์ที่กรุณาตอบคำถามไขข้อข้องใจ แต่ที่แน่ๆ รู้สึกว่าอยากทำอะไรเดี่ยวๆ
ไปที่ยุวพุทธศูนย์ 2 พี่ที่ออฟฟิศเริ่มแนะนำการปฏิบัติแบบยาวให้ และสนใจลอง
- ปีแรก ปฏิบัติเดี่ยว ชอบมาก ตั้งใจมากจนเครียด พระอาจารย์ต้องเตือน
- ปีที่สอง ปฏิบัติเดี่ยว อีกรอบด้วยความศรัทธายิ่งในพระอาจารย์ มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติตามสมควร แต่ขาดอีกเพียง 1 วันจะครบ 14 วันของการปฏิบัติ ทนอาการเหมือนลมพิษไม่ได้ มิไยที่พระอาจารย์จะบอกว่าไม่เป็นไรหรอก อย่ากลับเลยเดี๋ยวก็หาย กลับถึงบ้านก็หายจริงๆ ในวันนั้นเลย และก็เป็นปีที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นล่วงหน้า ... สรุปคือ เราไม่ยอมทิ้งท่อนฟืนในมือ!!
- ปีที่สาม ปฏิบัติเดี่ยว อีกรอบ พร้อมกับพี่ที่ทำงาน เกิดเจอเหตุการณ์อย่างสองอย่างที่ทำให้อยากไปปฏิบัติที่อื่นบ้าง
ไปที่ธรรมสีมันตะ ลำพูน มีเหตุการณ์หลากหลายเกิดขึ้นที่นี่ ได้เจอแนวใหม่แต่ไม่ได้มุ่งขัดเกลา มุ่งทำความเข้าใจ... ข้อดีคือ ปิดจุดอ่อนในสิ่งที่เรามีโดยตลอด เหมือนทำให้การปฏิบัติสมบูรณ์ขึ้น
ไปที่ธรรมสุวรรณา ขอนแก่น พยายามแล้วพยายามอีก ที่จะล้างความเจ็บปวดและความโศกเศร้าที่มี แต่ก็ทำได้บ้างเท่านั้น เรียกว่าจิตใจอ่อนแอมากกว่า...โจทย์ของเราคือเรื่องความเจ็บปวดและโศกเศร้า
ไปที่ยุวพุทธศูนย์ 4 อยุธยา โดยความบังเอิญที่เข้าใจว่าเกือบจะไม่ได้ไป
- พระอาจารย์เตือนว่าให้เคาะสนิม และบอกว่าความสุขด้วยสมาธิมันทดแทนความสุขอย่างอื่นๆ ได้ แต่เราก็ไม่ได้เอาจริงเอาจัง ช่างน่าละอายนัก
ปีนี้เราตั้งใจขอให้มีกัลยาณมิตรที่ดี และท่ามกลางความสูญเสียอันยิ่งใหญ่นั้น เราได้เจอกัลยาณมิตรที่ดี ด้วยการณ์ที่ไม่คิดว่าจะพลิกมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้
กระนั้น เราถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่เราได้พบ "คำตอบในการเดินทาง" เพิ่มขึ้นๆ และเราจะไม่ปล่อยให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์... โจทย์ของเราในปีนี้คือ ความโกรธ ในทุกอณู หมายรวมถึงความอิจฉา การเปรียบเทียบที่มักก่อให้เกิดความทุกข์ การไม่สามารถวางเฉยได้จริงๆ และ...
เรายังไม่รู้เหมือนกัน ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?